'พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง''
TG.Thaigunners@gmail.com
+6696-293-9839

COLUMNISTS

'พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง''

1293 22-10-2015 Share

'พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่มาพร้อมความรับผิดชอบอันใหญ่ยิ่ง'' 

 

http://www.siamsport.co.th/Column/151022_097.html

 

        ผมนึกถึงประโยคคลาสสิกประโยคนี้ที่คุณลุงของ "สไปเดอร์-แมน" เคยทำหล่นไว้ก่อนเด๊ดห่า หลังจากดูเกมระหว่าง อาร์เซน่อล กับ บาเยิร์น มิวนิค จบลงตอนเกือบตี 4 (ตามเวลาประเทศไทย)
 
        สถานการณ์บังคับให้พลพรรคปืนใหญ่ต้องยัดเยียดความปราชัยให้โคตรทีมไร้เทียมทานอย่าง บาเยิร์น มิวนิค เพียงสถานเดียวเท่านั้น และพวกเขาทำได้สำเร็จ - ทำได้สำเร็จทั้งๆ ที่เป็นรองผู้มาเยือนทุกรูปแบบ

ADVERTISING
 
 
 
 
 
 

 
        บาเยิร์น มิวนิค ครองบอลมากกว่าและบุกมากกว่า แตกต่างกันตรงที่ อาร์เซน่อล ยิงประตูได้มากกว่า - นี่แหละเกมลูกหนังที่บางครั้งก็ไม่มีเหตุผลและไม่ต้องการความเข้าใจใดๆ ทั้งสิ้น
 
        การเอาชนะ "พี่เสือ" ที่ฟอร์มร้อนแรงประดุจไฟบรรลัยกัลป์จัดเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่นะครับ
 
        กระนั้นก็อดขำไม่ได้
 
        อุตส่าห์เอาชนะโคตรทีมไร้เทียมทานอย่าง บาเยิร์น มิวนิค ได้สำเร็จ แต่ยังต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนเพื่อเข้ารอบต่อไป เหตุเพราะ 2 นัดแรก ดันสะสมได้แค่ 0 แต้ม ทั้งที่คู่แข่งอย่าง ดินาโม ซาเกร็บ กับ โอลิมเปียกอส ก็ไม่ได้น่าขามเกรงสักเท่าไหร่ ควรจะสะสมได้อย่างน้อย 3-4 แต้ม ด้วยซ้ำ
 
        แล้วทำไมไม่ "เน้น" แบบนี้เสียตั้งแต่แรกจนต้องมาลำบากภายหลัง
 
        นี่แหละเกมลูกหนังที่ไม่มีอะไรแน่นอน
 
        ในสังเวียนแข้งแห่งเดียวกันคุณอหังการถึงขั้นโค่น บาเยิร์น มิวนิค แต่คุณกลับแพ้ โอลิมเปียกอส ซะอย่างนั้น!
 
        อีกจุดที่รู้สึกว่าคนสัปโดกโลกสัปดนคือ อาร์เซน่อล ได้ชื่อว่าเป็นทีมที่เล่นบอลสายนางงาม คือต้องต่อบอลทำชิ่งกันเป็นสิบๆ ทอดต่อหนึ่งชุดในการบุก จนบางครั้งรู้สึกรำคาญและอดสงสัยไม่ได้ว่า...พวกมึงจะเอาสวยงามกันไปถึงไหนครับ บ่อยครั้งที่มัวแต่ต่อกันไปต่อกันมาอย่างเพลิดเพลินจำเริญใจ โดยไม่ยอมหาจังหวะจบสักที ประหนึ่งว่าจะผ่านบอลกันเข้าไปในประตูเลย
 
        แต่ด้วยคุณภาพผู้เล่นที่ด้อยกว่า บังคับให้ อาร์เซน่อล ต้องถอยลงมาตั้งรับอย่างรัดกุม ก่อนหาจังหวะจู่โจมแบบลอบฆ่า ด้วยการต่อบอลกันน้อยจังหวะและอย่างฉับพลัน ก่อนหาโอกาสจบด้วยการยิงประตู

 

        นี่คือกลยุทธ์ที่ช่วยให้ไอ้ปืนโตเป็นผู้มีชัยในเกมล่าสุด ซึ่งมันไม่ใช่สไตล์การเล่นอันเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง แถม 2 ประตูในเกมนี้ก็มิได้มาจากการต่อบอลทำชิ่งที่สวยงามซะด้วย
 
        ประตูแรกเกิดจากความผิดพลาดเองของคู่แข่ง ทั้งจ่ายบอลเสียจนโดนตัด และการออกมาชกบอลวืดของ มานูเอล นอยเออร์ มิซ้ำ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ยังใช้ใบหน้ากระแทกลูกเข้าประตูอีกต่างหาก
 
        ส่วนประตูที่ 2 ลูกก็ไม่ได้พุ่งเข้าไปตุงตาข่าย
 
        อย่างไรก็ตาม
 
        กุญแจสำคัญดอกหนึ่งที่ช่วยให้ทีมปืนใหญ่พุ่งชนชัยชนะคือ ปีเตอร์ เช็ก
 
        ผู้รักษาประตูคุณภาพคับตูดแบบนี้แหละที่สามารถสร้างความแตกต่าง เพราะถ้าเป็นนายทวารคนอื่นที่ อาร์เซน่อล มีบางทีพวกเขาอาจจะเสียประตูไปก่อน...ก็..เป็น..ได้
 
        นั่นทำให้ผมนึกถึงเกมที่แล้วที่ อาร์เซน่อล เสียท่าให้ โอลิมเปียกอส แบบคาบ้าน เพราะความเฟอะฟะของ ดาวิด ออสปิน่า
 
        ถ้าอยากประสบความสำเร็จ คุณจำเป็นต้องมีผู้รักษาประตูระดับโลกเป็นคนพิทักษ์เสา
 
        เชลซี มีผู้รักษาประตูอย่าง ติโบต์ กูร์กตัวส์
 
        แมนฯ ยูไนเต็ด มีผู้รักษาประตูอย่าง ดาบิด เด เคอา
 
        แมนฯ ซิตี้ มีผู้รักษาประตูอย่าง โจ ฮาร์ท
 
        และตอนนี้ อาร์เซน่อล มี ปีเตอร์ เช็ก เป็นด่านสุดท้าย
 
        ส่วนอีกจุดหนึ่งคือการส่งศูนย์หน้าอย่าง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ลงมานั่นแหละ
 
        ก่อนที่กองหน้าทีมชาติฝรั่งเศสจะถูกส่งลงมาเป็นซูเปอร์ซับ ธีโอ วัลค็อตต์ คือคนที่มีโอกาสเล่นงาน บาเยิร์น มิวนิค ได้มากที่สุด
 
        "หนุ่มธี" มีทั้งความเร็วและความคล่องบนความปราดเปรียวยิ่งกว่าปลาไหลในหม้อทองแดงยมบาล เหมาะสำหรับเกมโต้กลับ โดยเขาสร้างความระทมกบาลให้กองหลังของคู่แข่งหลายจังหวะจนต้องอาศัยยาดมตราโป๊ยเซียน ใช้ดม-ใช้ทาในหลอดเดียวกัน
 
        ปัญหาคือขาดความเฉียบคม
 
        ว่าแล้ว อาร์แซน เวนเกอร์ ก็ส่ง โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ลงมากระทุ้ง
 
        ชิรูด์ กับ วัลค็อตต์ เป็นกองหน้าที่มีสไตล์การเล่นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
 
        คนหนึ่งรูปร่างสูงใหญ่ หนักหน่วงในสไตล์กองหน้าโบราณ - คนหนึ่งตัวเล็ก ทะลุทะลวงด้วยทักษะและความเร็ว
 
        เมื่อส่งกองหน้าที่มีขนาดยาวและใหญ่กว่าลงมา อาร์เซน่อล จึงโจมตีด้วยลูกกลางอากาศมากขึ้น
 
        เมื่อเจอสไตล์การเล่นที่แตกต่างกันของกองหน้า ดูเหมือนกองหลังของทีมเสือใต้จะปรับจังหวะไม่ทันจนนำมาซึ่งการเสียฟอร์มของ มานูเอล นอยเออร์
 
        ลูกทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ เล่นได้ไฉไลมากนะครับ แม้รูปเกมโดยรวมจะเป็นรองก็ตาม ซึ่งการกำราบโคตรทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า บ่งถึงความยอดเยี่ยมของพวกเขา
 
        แต่จะผ่านเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จหรือเปล่ายังมีเครื่องหมายคำถาม?
 
        สถิติบอกว่าทีมที่พลาดท่าพ่ายแพ้ใน 2 เกมแรกของรอบแบ่งกลุ่มมีโอกาสเข้ารอบต่อไปไม่ถึง 10%
 
        หลังจากผ่านไป 3 เกม อาร์เซน่อล เก็บได้เพียงแค่ 3 แต้ม ซึ่งในประวัติศาสตร์ของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ระบุว่าเคยมีทีมที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้มาแล้วทั้งหมด 110 ทีมด้วยกัน ทว่ามีเพียง 25 ทีมเท่านั้นที่ดิ้นรนผ่านเข้ารอบต่อไปได้สำเร็จ
 
        ย้ำอีกครั้งว่ามีเพียง 25 ทีมจาก 110 ทีมที่เคยกระชากตัวเองกลับมาจากป่าช้าได้สำเร็จ
 
        หมายความว่า อาร์เซน่อล มีโอกาสเข้ารอบเพียง 22.7% เท่านั้น
 
        ส่วนโอกาสตกรอบตามหลักคณิตศาสตร์ของคุณครูแสวงมีสูงถึง 77.3%
 
        ...ว่าแล้วขอพาทุกท่านย้อนเวลากลับไปในฤดูกาล 2001-02
 
        อาร์เซน่อล ลงเล่นในรอบแบ่งกลุ่ม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดแรกด้วยการออกไปพ่าย เรอัล มายอร์ก้า 1-0
 
        ก่อนจะเอาชนะ ชาลเก้ 3-2 ที่ ไฮบิวรี่ ในเกมต่อมา
 
        เกมที่ 3 ต้องออกไปเยือน พานาธิไนกอส ก่อนจะกลับออกมาจากที่นั่นพร้อมความปราชัย ด้วยสกอร์ 1-0
 
        3 นัดแรก สะสมได้แค่ 3 แต้ม เหมือนฤดูกาลนี้เลย
 
        นัดที่ 4 อาร์เซน่อล เปิดบ้านชำระแค้น พานาธิไนกอส 2-1 ตามมาด้วยการอัด มายอร์ก้า 3-1 ในบ้านตัวเอง ทำให้พวกเขามี 9 แต้ม หลังผ่านไป 5 นัด
 
        แม้นัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม "เดอะ กันเนอร์ส" จะสะบักสะบอมออกมาจากบ้านของ ชาลเก้ ด้วยความพ่ายแพ้ถึง 3-1 แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาตะเกียกตะกายผ่านเข้ารอบต่อไปได้อย่างหวุดหวิด
 
        ถูกต้องนะครับ อาร์เซน่อล คือ 1 ใน 25 ทีมที่เคยทำสำเร็จ
 
        และผมเชื่อว่าพวกเขาจะทำสำเร็จอีกครั้ง

"บอ.บู๋"
Bbmeetyou@yahoo.com

ติดต่อโฆษณา : TG.Thaigunners@gmail.com PHONE : 096 443 2589

THE HONOUR

FACEBOOK : GUNNERTALK

EMAIL : TG.Thaigunners@gmail.com

TEL : +6696-293-9839